
เอ๊ะ นี่เราเลยช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมาแล้วรึยังนะ
เมื่อวาน
อยู่ ๆ ก็มีสำนึกตระหนักรู้ขึ้นมาว่า นี่เราโตแล้วนี่นา
คนโต ๆ เค้าต้องทำอะไรกันบ้างนะ
เป็นเด็กซะจนเคยชินซะแล้ว
วันนี้
มานั่งเขียนว่าต้องทำอะไรต่อไปบ้าง
แต่ก็ยังเริ่มต้นไม่ได้ซักที
ร่างกาย สมอง สองมือ มันฝืน
มันแอบขัดขืนเงียบ ๆ แล้วบอกว่า น้ำรินก็ต้องการพักผ่อนนะ
แต่ต่อมเหตุผล ที่เล็ก ๆ ออกแนวจะฝ่อไปแล้วกลับแอบส่งเสียงแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ว่า
แล้วจะทำอะไร จะเอาเงินที่ไหนใช้ จะใช้เงินพ่อแม่อย่างนี้ ว่างๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะดีเหรอ
คิดแล้วก็อยากไปนอนซักงีบ...
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร จะเลือกอะไร
ทุกคนที่อยู่รอบตัว พร้อมที่จะซับพอร์ตเสมอ
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น
บางทีก็อยากจะเอาแต่ใจตัวเอง
แต่บางที ก็คิดขึ้นมาว่า
เราเห็นแก่ความสุขของตัวเองมากเกินไปรึเปล่า
เราอยากทำในสิ่งที่เราชอบ แม้ว่าจะได้เงินเพียงเล็กน้อย
เราอยากแสดงความเป็นตัวเอง อยากทำตามฝันของตัวเอง
ฟังดู ก็มีแต่ตัวเอง ตัวเอง ตัวเอง
แต่สุดท้ายความสุขของเราก็เป็นความสุขของพ่อแม่นี่นา
มีคนเคยตั้งคำถามว่า เคยทำอะไรให้พ่อแม่มีความสุขรึเปล่า
เอาเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่มีความสุขของเค้าจริง ๆ ไม่ได้กี่ยวกับตัวเรา
จะว่าไป ก็ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นรุปธรรมจริง ๆซักที
ความฝันหนึ่งคืออยากเก็บเงินพาพอกะแม่ไปเที่ยวเมืองนอก แบบพร้อมหน้าพร้อมตา
ความฝันมันต้องใช้เงิน
แล้วทำไมการทำตามความฝันเพื่อคนที่เรารัก จะลดทอนความสุขของตัวเองลงบ้างไม่ได้ล่ะ
ทำงานที่ชอบน้อยหน่อย แต่ได้เงินมากขึ้นหน่อยจะเป็นไรรึเปล่า
พ่อกะแม่ มีแต่จะแก่ลงทุกวัน
อะไรที่เราจะทำได้ควรจะรีบทำไม่ใช่เหรอ
มันต้องมีแหละน่า เส้นทางความสุขที่อยู่ตรงกลาง
เส้นทางที่ วิน วิน
เส้นทางที่ทุกคนจะมีความสุข
โลภไปรึเปล่า...
และต่อจากนี้ ก้เป็นเรื่องที่อยากจะขอบ่นเล็กน้อยรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้คนใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น เช่น การนั่งกดมือถือเล่น การฟังเอ็มพีสาม การเล่นเกมบอย ฯลฯ ซึ่งจริงแล้วไม่ได้แอนตี้นะ เราก็ชอบใช้อุปกรณ์พวกนี้เวลาต้องรออะไรนาน ๆ ก็มีอะไรทำฆ่าเวลา จะได้ไม่เบื่อ และก็เข้าใจคนที่ใช้มันเพื่อแก้เบื่อด้วย
แต่ปัญหาก็คือ มันทำให้ความคลาสสิคและสายใยที่ควรผูกคนสองคนเข้าด้วยกันมันบางลง
เช่น เวลานัดกัน คนนึงรออีกคนอยู่ก็นั่งฟังเพลงไปด้วย กดมือถือ เล่นเกม หรืออะไรก็แล้วแต่
เวลาที่อีกคนนึงมาถึง แล้วเห็นว่านัดของเรานั่งฟังเพลงเพลินอยู่ ก็ดีนะ ในกรณีที่เรามาช้า เค้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะรอได้ ไม่เบื่อ
แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรอและช่วงเวลาที่เราได้มาพบกันเท่าไหร่ มันเหมือนกับว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจรอ (แล้วจะให้ตั้งหน้าตั้งตารอรึไง....อืมมม ก็ควรเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ) เค้าไม่ได้ตั้งใจพบกับการมาถึงของอีกคน
ลองคิดดู ถ้าไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ถ้านัดกัน สายไปซักห้านาที ก็จะเริ่มกังวลแล้ว ว่าคนที่เรานัดเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมาช้า คอยมองหา กระวนกระวาย แต่พอมีเครื่องบันเทิงทุกอย่าง ก็ไม่สนใจหรอก จะมาช้าไปกี่นาที
สรุปคือ การให้ความสำคัญกับการรอคอยมันลดลงไป
ความรู้สึกที่ว่ามีอีกคนรออยู่อย่างตั้งใจ รอให้เราไปถึง
ช่วงที่เงยหน้าขึ้นมาเจอกัน แล้วยิ้มออกมา
ดูคลาสสิคกว่าเงยหน้าขึ้นหน้าแล้วถอดหูฟังออกจากหูแล้วม้วนเอ็มพีสามเข้ากระเป๋าตั้งเยอะ
มันก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อยเท่านั้นเองแหละ
แค่ชีวิตยังมีกันและกันก็พอ
2 ความคิดเห็น:
ปัญหาคือ ดูเหมือนจะมีทางเลือกเยอะ แต่ก็ไม่ได้เยอะจริง
เพราะฉะนั้นจะเลือกอะไรในทางทที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองจิตใจที่ขี้เกียจ ๆ
คิดแต่พองาม..
คล้ายๆ กับ หยุดมองดูคนอื่นที่เขาผ่านวัย (วัน) ตรงนี้ไปได้ (ตั้งมากมาย ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น)
(ชีวิต) มันไม่ได้ยากเกินกว่าที่ "คน" ธรรมดาคนนึงจะผ่านได้
บางทีเรามีบางอย่างที่ "พร้อม" เหนือกว่าคนอื่น (เสียด้วยซ้ำไป)
อย่างน้อยก็คนรอบตัวที่เรารักและรักเรา
โอกาสของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน
มากน้อยก็แล้วแต่จังหวะ..
ถ้าโอกาสเรามีพอให้ "พัก" และ "เลือก"
โดยไม่ได้เดือดร้อนนัก..
อย่าคิดว่าเป็นการป่วยการ
การได้หยุดพักและหยุดคิดบ้าง
บางทีอาจเป็นแรงบันดาลใจในการทำอะไรหลายสิ่ง
ที่ "ตอบ" ใจตัวเองได้ดีนะ
ใครเลยจะรู้..ว่าการนิ่งเฉยแท้จริงแล้วอาจแค่รอจังหวะของการเริ่มต้นที่สอดคล้องและผสมผสานกับชีวิตเราได้อย่างเหมาะเจาะ ลงตัวและดีที่สุด
ใช้โอกาสและทรัพยากรในตัวเองให้มากและคุ้มค่า
อย่าลืม.. หัวใจที่เบิกบาน และสมองที่ปลอดโปร่งเท่านั้นที่จะพาเราข้ามผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้
อย่างไรเสีย.. มีพี่ดู (แล) อยู่ตลอดการเดินทาง (เท่าที่จะทำได้)
รักนะ..จุ๊บๆ
แสดงความคิดเห็น