วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551

วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ


เอ๊ะ นี่เราเลยช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมาแล้วรึยังนะ

เมื่อวาน

อยู่ ๆ ก็มีสำนึกตระหนักรู้ขึ้นมาว่า นี่เราโตแล้วนี่นา
คนโต ๆ เค้าต้องทำอะไรกันบ้างนะ
เป็นเด็กซะจนเคยชินซะแล้ว

วันนี้

มานั่งเขียนว่าต้องทำอะไรต่อไปบ้าง
แต่ก็ยังเริ่มต้นไม่ได้ซักที
ร่างกาย สมอง สองมือ มันฝืน
มันแอบขัดขืนเงียบ ๆ แล้วบอกว่า น้ำรินก็ต้องการพักผ่อนนะ
แต่ต่อมเหตุผล ที่เล็ก ๆ ออกแนวจะฝ่อไปแล้วกลับแอบส่งเสียงแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ว่า
แล้วจะทำอะไร จะเอาเงินที่ไหนใช้ จะใช้เงินพ่อแม่อย่างนี้ ว่างๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะดีเหรอ

คิดแล้วก็อยากไปนอนซักงีบ...

จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร จะเลือกอะไร
ทุกคนที่อยู่รอบตัว พร้อมที่จะซับพอร์ตเสมอ
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น

บางทีก็อยากจะเอาแต่ใจตัวเอง
แต่บางที ก็คิดขึ้นมาว่า
เราเห็นแก่ความสุขของตัวเองมากเกินไปรึเปล่า
เราอยากทำในสิ่งที่เราชอบ แม้ว่าจะได้เงินเพียงเล็กน้อย
เราอยากแสดงความเป็นตัวเอง อยากทำตามฝันของตัวเอง
ฟังดู ก็มีแต่ตัวเอง ตัวเอง ตัวเอง

แต่สุดท้ายความสุขของเราก็เป็นความสุขของพ่อแม่นี่นา

มีคนเคยตั้งคำถามว่า เคยทำอะไรให้พ่อแม่มีความสุขรึเปล่า
เอาเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่มีความสุขของเค้าจริง ๆ ไม่ได้กี่ยวกับตัวเรา

จะว่าไป ก็ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นรุปธรรมจริง ๆซักที

ความฝันหนึ่งคืออยากเก็บเงินพาพอกะแม่ไปเที่ยวเมืองนอก แบบพร้อมหน้าพร้อมตา
ความฝันมันต้องใช้เงิน
แล้วทำไมการทำตามความฝันเพื่อคนที่เรารัก จะลดทอนความสุขของตัวเองลงบ้างไม่ได้ล่ะ

ทำงานที่ชอบน้อยหน่อย แต่ได้เงินมากขึ้นหน่อยจะเป็นไรรึเปล่า
พ่อกะแม่ มีแต่จะแก่ลงทุกวัน
อะไรที่เราจะทำได้ควรจะรีบทำไม่ใช่เหรอ

มันต้องมีแหละน่า เส้นทางความสุขที่อยู่ตรงกลาง
เส้นทางที่ วิน วิน
เส้นทางที่ทุกคนจะมีความสุข
โลภไปรึเปล่า...

และต่อจากนี้ ก้เป็นเรื่องที่อยากจะขอบ่นเล็กน้อย
รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้คนใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น เช่น การนั่งกดมือถือเล่น การฟังเอ็มพีสาม การเล่นเกมบอย ฯลฯ ซึ่งจริงแล้วไม่ได้แอนตี้นะ เราก็ชอบใช้อุปกรณ์พวกนี้เวลาต้องรออะไรนาน ๆ ก็มีอะไรทำฆ่าเวลา จะได้ไม่เบื่อ และก็เข้าใจคนที่ใช้มันเพื่อแก้เบื่อด้วย

แต่ปัญหาก็คือ มันทำให้ความคลาสสิคและสายใยที่ควรผูกคนสองคนเข้าด้วยกันมันบางลง
เช่น เวลานัดกัน คนนึงรออีกคนอยู่ก็นั่งฟังเพลงไปด้วย กดมือถือ เล่นเกม หรืออะไรก็แล้วแต่
เวลาที่อีกคนนึงมาถึง แล้วเห็นว่านัดของเรานั่งฟังเพลงเพลินอยู่ ก็ดีนะ ในกรณีที่เรามาช้า เค้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะรอได้ ไม่เบื่อ
แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรอและช่วงเวลาที่เราได้มาพบกันเท่าไหร่ มันเหมือนกับว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจรอ (แล้วจะให้ตั้งหน้าตั้งตารอรึไง....อืมมม ก็ควรเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ) เค้าไม่ได้ตั้งใจพบกับการมาถึงของอีกคน
ลองคิดดู ถ้าไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ถ้านัดกัน สายไปซักห้านาที ก็จะเริ่มกังวลแล้ว ว่าคนที่เรานัดเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมาช้า คอยมองหา กระวนกระวาย แต่พอมีเครื่องบันเทิงทุกอย่าง ก็ไม่สนใจหรอก จะมาช้าไปกี่นาที
สรุปคือ การให้ความสำคัญกับการรอคอยมันลดลงไป
ความรู้สึกที่ว่ามีอีกคนรออยู่อย่างตั้งใจ รอให้เราไปถึง
ช่วงที่เงยหน้าขึ้นมาเจอกัน แล้วยิ้มออกมา
ดูคลาสสิคกว่าเงยหน้าขึ้นหน้าแล้วถอดหูฟังออกจากหูแล้วม้วนเอ็มพีสามเข้ากระเป๋าตั้งเยอะ

มันก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อยเท่านั้นเองแหละ
แค่ชีวิตยังมีกันและกันก็พอ

2 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ปัญหาคือ ดูเหมือนจะมีทางเลือกเยอะ แต่ก็ไม่ได้เยอะจริง
เพราะฉะนั้นจะเลือกอะไรในทางทที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองจิตใจที่ขี้เกียจ ๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คิดแต่พองาม..
คล้ายๆ กับ หยุดมองดูคนอื่นที่เขาผ่านวัย (วัน) ตรงนี้ไปได้ (ตั้งมากมาย ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น)
(ชีวิต) มันไม่ได้ยากเกินกว่าที่ "คน" ธรรมดาคนนึงจะผ่านได้

บางทีเรามีบางอย่างที่ "พร้อม" เหนือกว่าคนอื่น (เสียด้วยซ้ำไป)
อย่างน้อยก็คนรอบตัวที่เรารักและรักเรา

โอกาสของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน
มากน้อยก็แล้วแต่จังหวะ..
ถ้าโอกาสเรามีพอให้ "พัก" และ "เลือก"
โดยไม่ได้เดือดร้อนนัก..
อย่าคิดว่าเป็นการป่วยการ
การได้หยุดพักและหยุดคิดบ้าง
บางทีอาจเป็นแรงบันดาลใจในการทำอะไรหลายสิ่ง
ที่ "ตอบ" ใจตัวเองได้ดีนะ

ใครเลยจะรู้..ว่าการนิ่งเฉยแท้จริงแล้วอาจแค่รอจังหวะของการเริ่มต้นที่สอดคล้องและผสมผสานกับชีวิตเราได้อย่างเหมาะเจาะ ลงตัวและดีที่สุด

ใช้โอกาสและทรัพยากรในตัวเองให้มากและคุ้มค่า
อย่าลืม.. หัวใจที่เบิกบาน และสมองที่ปลอดโปร่งเท่านั้นที่จะพาเราข้ามผ่านอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้

อย่างไรเสีย.. มีพี่ดู (แล) อยู่ตลอดการเดินทาง (เท่าที่จะทำได้)

รักนะ..จุ๊บๆ