วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เป๋นจะใดพ่องเจ้า (1)

รีบเร่งรวดเร็ว
.
.
ค่อย ๆ ช้าลง
.
ค่อย ๆ ช้าลง
.
.
แล้วก็หยุดนิ่ง

หายหน้าหายตาจากการใช้อินเตอร์เน็ตไปนานเลยทีเดียวเพราะว่ากลับบ้านที่เชียงใหม่ แต่ว่าอย่างที่บอกตอนแรกเลย ก็คือว่า ชีวิตเราก็เดินช้าลง ช้าลง แล้วกาลเวลาก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งและไม่สิ้นสุดที่เชียงใหม่


แต่เวลามันก็สิ้นสุด


เกิดอะไรหลายอย่างเลยในช่วงเวลาที่เชียงใหม่ หลายรสชาติ หลายอารมณ์ หลายประสบการณ์ เหมือนแกงโฮะ...


กลับไปรอบนี้ กินแก๋งโฮะนักขะหนาด ลำจ๊าดนัก ^^

กินอย่างเปรมปรีเลย ทั้งอาหารที่พ่อกับแม่ทำ และการออกตระเวนกินร้านอร่อย


ขอเริ่มการเล่าเรื่องเชียงใหม่ว่าด้วยเรื่องของกินเลยละกัน
มีผับ เทค ร้านนม ร้านอาหารเปิดใหม่ในเชียงใหม่เยอะมาก แต่ร้านที่ ฮิปมาก ๆ ตอนนี้นะ
ขอบอก มันคือร้าน "เฮือนใจ๋ยองง งง ง ง ง "(ถ้าคิดเป็นเสียงของทีวีแช้มเปี้ยนจะได้อรรถรสมากขึ้น)
เฮือนใจ๋ยอง เป็นร้านอาหารเมืองขนานแท้ ที่ในขณะนี้กำลังอินมากในหมู่คนเจียงใหม่ และนักท่องเที่ยว


แม้ว่าร้านจะอยู่ไกลถึงแยกสันกำแพง ผู้คนก็ยังเสาะแสวงหาไปกิน (ร้านห่างจากบ้าน 19km)










บรรยากาศของร้าน อู้ได้คำเดียวว่า เมืองแต้ ๆ เจ้า เป้นบรรยากาศเมืองเหนือขนานแท้ ที่ใกล้ชิดธรรมชาติมาก นั่ง ๆ กินก็มีไก่เดินผ่านไปผ่านมา



แล้วก็ยังมีจุดที่เป็น Gallery และมีมุมคอฟฟี่ชอปน่ารัก น่ารัก
โอ้ยยยยย อย่างนี้ไม่ฮิปจะทนไหวเหรอ







ส่วนเรื่องรสชาติอาหารไม่ต้องพูดถึง !
เพราะมันอร่อยสุดซูดดดดดดดดดแน่นอนอยู่แล้ว

เมนูอาหารก็มี....
ลาบเมืองปลานิล (อันนี้เด็ดมากขอบอก)
แกงคั่วไก่ (อันนี้ฮิต)
ตำบะเขือ
พริกหนุ่ม










แกงแคไก่ (อันนี้ห้ามพลาด)

แอบจิ้นส้ม
แกงหน่อไม้หวาน

ผักชื่อเมืองผัดซักอย่าง
แกงมะหนุน
ฯลฯ
โอ้ยยยยยยยยอร่อยมากถึงมากที่สุด คราวนี้นะ ถ้าไปเชียงใหม่แล้วไม่ได้ไปกินร้านนี้ ถือว่ากลับไม่ถึงเชียงใหม่จริง ๆ
ร้านสะอาดสะอ้าน โต๊ะก็เป็นไม้ดัดแปลงมาจากจักรเย็บผ้า โอ้ววววว ฮิปมาก

พอกินเสร็จ คิดเงิน ราคาก็ไม่แพงมากจนเกินไป จานละ สามสิบห้า สิบสิบ อาหารราคาแพงสุดคือ เก้าสิบบาท
คิดเงินไปก็คิดเอ๊ะ เจ้าของร้านหน้าคุ้น ๆ ก็ไม่ได้ว่าไงต่อ ได้แต่เก็บไว้ในใจ
ในระหว่างเดินออกจากร้าน ก็บอกแม่ว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าคุ้น ๆ แม่ก็บอกว่าอืม แม่ก็คุ้น
อ่าว ใครเนี่ย ทำไมเราถึงได้คุ้น
ท้าวความไปมา
พี่น๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
นี่คือพี่นกนี่นา
เป็นผู้จัดการร้านกองดีที่เราเคยไปฝึกงานตอนมอหก
โอ้ววววว นี่จะเรียนจบปีสี่อยู่แล้ว ได้มาเจอกันอีกครั้งงง ไม่นึกไม่ฝัน
ดีจัง อิ่มอร่อย แล้วก็ดีใจ
เชียงใหม่นี่ดีจังน้า.......ง

ม่วนเกาะเจ้า ไว้ไปกิ๋นโตยกั๋นเน่อ!!

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550

Vita Brevis

Vita Brevis... ชีวิตนี้ช่่างสั้นนัก

ชีวิตช่างสั้น แต่ทำไมความทรงจำมันยาวนาน...


พอสอบเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเคลียร์ห้องซักที คราวนี้เป็นการจัดเก็บครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่าน ๆ มา

รื้อค้นเก็บแยกทิ้งจัดปัดเป่ากล่องหนังสือและกล่องแห่งความทรงจำทั้งหลายแหล่ ก็บังเอิญไปเจอหนังสือเล่มนึงเข้า จำได้ว่าซื้อมาตอนงานหนังสือ ในบู้ทมติชนที่ลดราคาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

ด้วยความเป็นเด็กหรือด้วยความขี้เกียจอะไรซักอย่างพอเปิดอ่านไปได้สองสามหน้าก็วางและเก็บเข้ากล่องคราวนี้เลยหยิบขึ้นมาอ่านใหม่อีกครั้งอย่างจริงจัง

มันเป็นหนังสือที่โยสไตน์ การ์เดอร์ ผู้แต่ง "โลกของโซฟี" แปลมาจากภาษาละติน ซึ่งพ่อการ์เดอร์เนี่ยก็โชคดีซะจริง จริ๊ง ไปบังเอิญเจอต้นฉบับจดหมายที่มีชื่อว่า "Codex Florie" ในร้านขายหนังสือเก่าระหว่างการเดินเล่น
Vista Brevis จดหมายรักถึงนักบุญ สำนวนแปลของคุณกษมา สัตยาหุรักษ์ เป็นบทแปลของจดหมายของหยิงสาวที่ใช้นามว่า "ฟลอเรีย" เขียนถึงสังฆนายกชื่อดัง ออเรลีอุส ออกุสติน หรือ St. Augustin นักเทววิทยาและผู้นำของโบสถ์ ผู้ซึ่งใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตอยู่ในแอฟริกาเหนือนับแต่กลางศตวรรษที่ 4


เรื่องของเรื่องก็คือ นักบุญออกุสติน เขียนหนังสือเรื่อง "คำสารภาพ" ซึ่งเป็นการสารภาพบาปต่อพระเยซูคริสต์ ในคำสารภาพบาปของเขา ก็ได้พูดถึงเรื่องความรู้สึกผิดบาปในกามอารมณ์และความรู้สึกรักใคร่ ที่เขาเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระเจ้า คราวนี้เลยร้อนถึง ฟลอเรีย ซึ่งเป็นภรรยานอกสมรสของออกุสตินก่อนที่ออกุสตินจะถูกแม่บังคับให้แต่งงาน ตัดสินใจเขียนจดหมายหลังจาก หลวงพ่อแห่งคาร์เธจเอาคำสารภาพบาปมาให้เธออ่าน โดยที่ท่านหารู้ไม่ว่า ได้ส่งมอบบันทึกอดีตที่เจ็บปวดให้กับเจ้าของความทรงจำนั้นเอง ฟลอเรียจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อยืนยันและตอบโต้กับงานเขียนสารภาพบาปของออกุสตินว่าความรักที่เขาและเธอมีให้ต่อกันนั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์ มิใช่ตัณหาราคะที่จะนำพามนุษย์ให้ไกลห่างจากพระเจ้า

ฉันคิดว่าเธอเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความขมขื่นที่สุด

ใครจะรู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ ที่ทั้งเขาและเธอไม่ได้อยู่ร่วมกันในฐานะคนรัก และใครจะรู้ว่านานเท่าไหร่ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่เคยหมดรักในตัวผู้ชายคนหนึ่งเลย ฟลอเรียเริ่มจดหมายอันขมขื่นของเธอว่า



"ว่าไปแล้ว ดูจะเป็นเรื่องไม่คุ้นเคยเท่าใดสำหรับข้า

ที่ต้องเอ่ยนามท่านในลักษณะเช่นนี้ จำเนียรกาลที่ผ่าน

พ้นข้าเคยเขียนถึงแต่ ออเรลน้อยผู้ซุกซนของข้า

วันวารล่วงมากว่าสิบปีที่ท่านเคยโอบกอดข้าไว้

ปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว..."

นั่นสินะ จะมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ฉันไม่คิดว่าฟลอเรียจะเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความโกรธ ฉันว่าเธอต้องเศร้ามากเลย ในขณะที่เขียนเธอคงคิดถึงความทรงจำที่มีความสุขมากมาย เวลาที่ได้รักกัน เวลาที่ได้เป็นที่รัก และเวลาที่ความรักมันจับต้องได้

ความทรงจำหนึ่งที่แจ่มชัดที่เธอชอบอ้างถึงบ่อย ๆ คือตอนที่ ทั้งสองเดินข้ามแม่น้ำ แล้วออกุสตินก็บอกให้เธอหยุดเดิน"ด้วยการวางมือที่เปี่ยมด้วยรัก"ลงบนบ่าของเธอและขอสูดกลิ่นหอมของผมของเธอ เธอไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่เขาทำหมายความว่าอะไร แต่สิ่งที่เธอรู้ ก็คือความรักที่ทั้งคู่เคยมีต่อกัน ภาพแห่งความสุขที่เดินเล่นด้วยกัน

มันทั้งสุขและเศร้าออก เวลาคิดถึงภาพความทรงจำดี ๆ ในอดีตที่มีความสุข แต่ในขณะเดียวกันมันก็เศร้าเพราะความสุขแบบนั้นมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว...แล้วยิ่งขมขื่นเข้าไปใหญ่สำหรับฟลอเรีย เมื่อคนรักของเธอออกมาประกาศว่า สิ่งที่เธอคิดว่ามันเป็นความสุขนั้นมัน..ผิด..

และเธอต้องเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีมากทีเดียว แม้ว่าจดหมายของเธอจะแสดงความสิ้นหวังในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่สุด แต่เธอก็พยายามต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในความเชื่อและความรักของเธอ เพราะนอกจากที่จะถูกกีดกันไม่ให้อยู่กับลูกและคนรักแล้ว เธอยังถูกกีดกันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีความผิดเพราะว่าเธอเกิดเป็น"สตรี"ผู้ซึ่งขัดขวางความความเจริญของ"บุรุษเพศ" ฟลอเรียพยายามอย่างมาก ที่จะพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าย่อมรักมนุษย์เท่าเทียมกัน และความรักระหว่างชายหญิงจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ใกล้ชิดพระองค์

เฮ้อออ สุดท้าย ก็ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะส่งถึงออกุสตินรึเปล่า เขาจะได้อ่านรึเปล่า อาจจะเป็นได้ที่ฟลอเรียตัดสินใจไม่ส่งจดหมายฉบับนี้ไป

การอยากจะสื่อสารกับคนที่เรารัก ในขณะที่คนคนนั้นพยายามจะทำตัวห่างเหินออกไป มันคงทำใจลำบากนะ
เกิดเป็นผู้หญิง บางทีจะทำอะไรได้...นอกจากเก็บความเศร้าไว้กับตัว แล้วเขียนจดหมายที่ไม่ได้ส่งเท่านั้น!!


อ่านหนังสือจบ เก็บของเสร็จ ความทรงจำถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น
บางอันก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีอยู่ เคยเกิดเรื่องแบบนี้อยู่
คนเราเป็นสัตว์โลกที่มีกลไกร่างกายเข้าข้างตัวเองมากที่สุดแล้วแหละ
จำเรื่องที่อยากจำ พยายามลืมเรื่องที่อยากลืม (แม้จะทำไม่สำเร็จเท่าไหร่) และก็สร้างความรงจำใหม่ที่ตัวเองต้องการขึ้นมา


แล้วความทรงจำที่ทั้งรักและทั้งเกลียดล่ะ จะจัดการกับมันยังไงดี...


Vista Brevis ชีวิตช่างสั้น วันเวลาเพ้อฝันเรื่องรักจะเป็นได้มากกว่าอากาศหรือ !




"คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้านะออเรล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรไขว่คว้าวันเวลาที่ได้รับมา"




วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2550

OpEn House

กลอนปฐมฤกษ์เบิกฟ้าหน้าใหม่


บ้านหลังใหม่ใครให้ท่านเข้ามาเยี่ยมเยือน


เพื่อนพี่น้องอ่านไปอย่าใคร่แอ้บเสริดนัก


ถ้าความรักมันเหลาเหย่ก็อ่าน


ถ้าชีวิตมันบัดซรบนักก็อ่าน


อ่านผ่าน อ่านไม่ผ่าน ก็อย่าว่ากันเลย (ฮา)


เคยมีความสุขกันยังไง ก็จงมีความสุขต่อไปเถิด


เราขอแอ้บเสริด แอ้บเสริดไปด้วยประการละฉะนี้แล...


สารจากน้ำริน

โอ๊ะโอ ค้นพบแล้ว ว่าการแต่งกลอนนี่ไม่สันทัดจริง ๆ ก็แค่อยากจะบอกว่าเย้ เย้ เรามีที่อยู่ใหม่แล้ว รู้สึกว่าที่เดิมคนมันเยอะ โจ่งแจ้งเกินไป เลยหลบมาอยู่เงียบ ๆ ที่นี่ดีกว่า เผื่อจะมีกำลัง(ใจ)อัพบล๊อกมากขึ้น

ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ