The Road Not Taken
TWO roads diverged in a yellow wood,
And sorry I could not travel both
And be one traveler, long I stood
And looked down one as far as I could
To where it bent in the undergrowth;
Then took the other, as just as fair,
And having perhaps the better claim
Because it was grassy and wanted wear;
Though as for that, the passing there
Had worn them really about the same,
And both that morning equally lay
In leaves no step had trodden black.
Oh, I marked the first for another day!
Yet knowing how way leads on to way
I doubted if I should ever come back.
I shall be telling this with a sigh
Somewhere ages and ages hence:
Two roads diverged in a wood, and I,
I took the one less traveled by,
And that has made all the difference.
ทางที่ไม่ได้เลือก
ทางสองแพร่งทอดไกลในราวป่า
เสียดายว่าฉันเลือกได้เพียงสายหนึ่ง
ต้องเดินดุ่มลำพังหวังไปถึง
ปลายทางซึ่งเลี้ยวพุ่มไม้ลับสายตา
ฉันเลือกบนเส้นทางที่ต่างไป
งามเหมือนทางอีกสายแต่รกหญ้า
รอคอยผู้แผ้วถางทางมรรคา
เหยีบย่ำนำทางมาให้น่าดู
ทางสองสายทอดไกลใบไม้สุม
โปรยคลุมเส้นทางยามเช้าตรู่
จุดหมายนั้นฉันใดใครจะรู้
ปลายทางฤานำสู่แห่งหนใด
ฉันเก็บทางแรกไว้เดินวันหน้า
แม้นว่าได้ย้อนคืนมาเลือกใหม่
เป็นทางเดินทางใดยังแคลงใจ
มิอาจเดินคร่อมสองสายเฉกเช่นนั้น
ฉันเพียงอยากจะเล่าขาน
ถึงสถานที่แห่งวัยวุฒิและวารวัน
ในป่ามีทางสองสายให้เลือกสรร
ย้อนรำลึกครั้งนั้นฉันถอนใจ
ทางสองแพร่งเหยียดยาวในราวป่า
มิอาจรู้เลยว่าปลายทางนำสู่หนไหน
ครั้งนั้นฉันเลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่ค่อยมีใคร
ชีวิตจึงพลิกผันไปนับแต่นั้น.
ปราย พันแสง
โรเบริต ฟรอส ต้องเลือกระหว่างการไปเป็นนักธุรกิจ กับการไปเป็นนักเขียน(ที่ไม่รู้ว่าจะดังรึเปล่า) สุดท้ายเค้าก็เลือกอย่างหลัง "เท่ โคตร" คุณปรายบอก และฉันก็กำลังจะทำอย่างนั้น
ฉันกำลังจะเลือกทางที่ไม่ค่อยมีคนเดิน ทางที่คนไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะในทางที่หญ้าขึ้นรกชันนั้น ฉันแอบรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่า มันอาจจะนำพาไปสู่หนทางที่ฉันต้องการจริง ๆ ในท้ายที่สุด
ความฝัน อาจจะไม่ค่อยเป็นไปได้ในชีวิตจริง บางคนตัดสินใจเลือกทางที่เท่ ๆ แบบนี้ แต่ไม่อาจดูแลตัวเอง หรือพ่อแม่ได้ พี่ปรายบอกว่า คนที่ยอมละทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อคนอื่น นั่นก็เท่เหมือนกัน...แต่ฉันจะไม่ยอมที่จะต้องเป็นแบบนั้น จะไม่ยอมทิ้งความฝันหรือสิ่งที่อยากทำของตัวเองทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะนั่นคงทำให้พ่อกับแม่ไม่มีความสุขเข้าไปใหญ่ แต่ฉันจะพยายามเยอะ ๆ พยามอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ และเลี้ยงดูพ่อแม่ได้
ไม่ว่าจะทางไหน ชีวิตมันก็ไม่ง่ายทั้งนั้นแหละเนอะ วันนึงในขณะที่เดินทางที่ยากลำบากนั้น ฉันอาจจะกลับมาหวนระลึกถึงทางที่ไม่ได้เลือก แล้วก็เสียใจก็เป็นได้ แต่มันก็คงแค่เป็นโมเม้นนึงเท่านั้นแหละ ฉันอาจจะกลับมาคิดถึงทางที่ไม่ได้เลือกบ่อย ๆ แต่ในที่สุดแล้ว ชีวิตจะนำพาเราไปสู่จุดที่มีความสุขได้ทั้งนั้นเนอะ สู้ ๆ น้ำริน
ตอนนี้ สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือการสร้างความกล้าให้ตัวเอง กล้าที่จะเลือก กล้าที่จะไม่เลือก กล้าที่จะยอมรับความลำบาก ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ฉันพยายามบอกตัวเองว่า ทางที่เลือกแล้ว เป็นทางที่ถูกต้องที่สุด
ฉันพยายามที่จะบอกตัวเองว่า ถูกต้องแล้ว ที่เลือกที่จะเป็นผู้สร้าง อย่างน้อย เราก็ไม่ได้เกิดมา แล้วผ่านไป ไม่ได้ทิ้งอะไรให้โลกเลยนอกจากทำให้มันร้อนขึ้น ไปเป็นเลขา ก็อาจจะสบาย มีเงินเยอะ ได้แต่งตัวสวย กินอาหารดี ๆ แล้วก็รับใช้นาย แต่การได้ผลิตอะไรที่เป็นของตัวเอง ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อในอยู่ในนั้น ก็คงภูมิใจไม่หยอก ไม่ใช่ว่าจะทำอยู่อย่างนี้ทั้งชีวิตซะเมื่อไหร่
ขอให้ฉันมีความกล้าด้วยเถอะ
ยังไงก็ตาม
ฉันรู้ว่า ถ้าเกิดวันนึงร่วงหล่นลงมา หรือหกล้มบาดเจ็บ
นอกจากพ่อแม่พี่น้องแล้ว
ฉันจะมีคนคนหนึ่งอยู่ข้างๆเสมอ
วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2551
12 ปี 3 เดือน
คนเราจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน เพื่อที่จะรู้ว่ารักใครซักคน
12 ปี 3 เดือน เป็นเวลาที่นานไปรึเปล่า
เวลาสั้น หรือเวลายาว บอกได้ซะเมื่อไหร่ ว่าความรักนั้นเป็นของจริง
ต้องให้เจ็บกี่ครั้ง ปวดใจอีกกี่ที
โชคดี ที่คิดว่าตัวเองรู้ตัวเร็ว ฮ่าๆ
พึ่งดู When Harry met Sally จบไปเมื่อกี้หลังจากไม่ได้ดูมานานมากกกก
( แอบสะท้อนใจเรื่องแฟชั่นในหนังเล็กน้อย
ถ้าต่อไป ลูกมาดูรูปเราตอนนี้ อาจจะคิดว่า แม่เชยน่าดู)
สิบเอ็ดปี...
แฮรรี่ กับแซลลี่ ใช้เวลาสิบเอ็ดปี กว่าจะยอมรับว่าเค้าสองคนรักกัน
นานไปรึเปล่า
หรือว่าต้องใช้เวลาขนาดนั้นเพื่อที่จะยอมรับตัวตนของกันและกันได้ทั้งหมด
หรือต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเพื่อที่จะขจัดความกลัวความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีก
...."มันเป็นสิ่งลึกลับ.." คนเขียนบทเรื่องนี้บอก
บทสนทนาระหว่างพระเอกกับนางเอก แสดงความแตกต่างทางความคิดของผู้ชายกับผู้หญิงมากเลย
ไม่สิต้องเป็นความต่างของคนสองคน (ไม่มีเพศมาเกี่ยวข้อง)
แซลลี่พูดถึงแฟนเก่าว่า เธออาจจะคิดถึง ไอเดียของการมีเค้าคนนั้นอยู่หรือความเป็นตัวเค้า แต่ไม่ได้คิดถึงตัวของคนๆ นั้น
แฮรรี่ พูดว่า ไม่อ่ะ เขาคิดถึงผู้หญิงคนนั้นแบบเต็ม ๆ
สำหรับฉัน มันเป็นความคิดถึงความรู้สึกที่ได้คิดถึงคน ๆ นั้น
ก็เท่านั้นเอง...
ยังไงก็ตาม
ขอให้เวลาที่ทุกคนจะเข้าใจหัวใจตัวเอง
อย่าได้ใช้เวลานานนักเลย
วันนี้รักน้ำรินน้อย ๆได้
.
แต่ขอให้วันนี้มากกว่าเมื่อวาน
.
.
และน้อยกว่าวันพรุ่งนี้
.
.
และไม่มีที่จะหมดไป
(แอบเอาเพลงเรื่อง once ที่ขโมยมาจากไดหัวหน้าหมู่ มาลงไว้
ความรักแบบไม่สมหวังก็สวยงามได้ ความรักที่ไม่มีเซ็กซ์ก็เบ่งบานได้ และความรักกับมิตรภาพดี ๆ มันก็สิ่งเดียวกันนั่นแหละ)
12 ปี 3 เดือน เป็นเวลาที่นานไปรึเปล่า
เวลาสั้น หรือเวลายาว บอกได้ซะเมื่อไหร่ ว่าความรักนั้นเป็นของจริง
ต้องให้เจ็บกี่ครั้ง ปวดใจอีกกี่ที
โชคดี ที่คิดว่าตัวเองรู้ตัวเร็ว ฮ่าๆ
พึ่งดู When Harry met Sally จบไปเมื่อกี้หลังจากไม่ได้ดูมานานมากกกก
( แอบสะท้อนใจเรื่องแฟชั่นในหนังเล็กน้อย
ถ้าต่อไป ลูกมาดูรูปเราตอนนี้ อาจจะคิดว่า แม่เชยน่าดู)
สิบเอ็ดปี...
แฮรรี่ กับแซลลี่ ใช้เวลาสิบเอ็ดปี กว่าจะยอมรับว่าเค้าสองคนรักกัน
นานไปรึเปล่า
หรือว่าต้องใช้เวลาขนาดนั้นเพื่อที่จะยอมรับตัวตนของกันและกันได้ทั้งหมด
หรือต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเพื่อที่จะขจัดความกลัวความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นอีก
...."มันเป็นสิ่งลึกลับ.." คนเขียนบทเรื่องนี้บอก
บทสนทนาระหว่างพระเอกกับนางเอก แสดงความแตกต่างทางความคิดของผู้ชายกับผู้หญิงมากเลย
ไม่สิต้องเป็นความต่างของคนสองคน (ไม่มีเพศมาเกี่ยวข้อง)
แซลลี่พูดถึงแฟนเก่าว่า เธออาจจะคิดถึง ไอเดียของการมีเค้าคนนั้นอยู่หรือความเป็นตัวเค้า แต่ไม่ได้คิดถึงตัวของคนๆ นั้น
แฮรรี่ พูดว่า ไม่อ่ะ เขาคิดถึงผู้หญิงคนนั้นแบบเต็ม ๆ
สำหรับฉัน มันเป็นความคิดถึงความรู้สึกที่ได้คิดถึงคน ๆ นั้น
ก็เท่านั้นเอง...
ยังไงก็ตาม
ขอให้เวลาที่ทุกคนจะเข้าใจหัวใจตัวเอง
อย่าได้ใช้เวลานานนักเลย
วันนี้รักน้ำรินน้อย ๆได้
.
แต่ขอให้วันนี้มากกว่าเมื่อวาน
.
.
และน้อยกว่าวันพรุ่งนี้
.
.
และไม่มีที่จะหมดไป
(แอบเอาเพลงเรื่อง once ที่ขโมยมาจากไดหัวหน้าหมู่ มาลงไว้
ความรักแบบไม่สมหวังก็สวยงามได้ ความรักที่ไม่มีเซ็กซ์ก็เบ่งบานได้ และความรักกับมิตรภาพดี ๆ มันก็สิ่งเดียวกันนั่นแหละ)
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551
วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ

เอ๊ะ นี่เราเลยช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อมาแล้วรึยังนะ
เมื่อวาน
อยู่ ๆ ก็มีสำนึกตระหนักรู้ขึ้นมาว่า นี่เราโตแล้วนี่นา
คนโต ๆ เค้าต้องทำอะไรกันบ้างนะ
เป็นเด็กซะจนเคยชินซะแล้ว
วันนี้
มานั่งเขียนว่าต้องทำอะไรต่อไปบ้าง
แต่ก็ยังเริ่มต้นไม่ได้ซักที
ร่างกาย สมอง สองมือ มันฝืน
มันแอบขัดขืนเงียบ ๆ แล้วบอกว่า น้ำรินก็ต้องการพักผ่อนนะ
แต่ต่อมเหตุผล ที่เล็ก ๆ ออกแนวจะฝ่อไปแล้วกลับแอบส่งเสียงแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ว่า
แล้วจะทำอะไร จะเอาเงินที่ไหนใช้ จะใช้เงินพ่อแม่อย่างนี้ ว่างๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะดีเหรอ
คิดแล้วก็อยากไปนอนซักงีบ...
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร จะเลือกอะไร
ทุกคนที่อยู่รอบตัว พร้อมที่จะซับพอร์ตเสมอ
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น
บางทีก็อยากจะเอาแต่ใจตัวเอง
แต่บางที ก็คิดขึ้นมาว่า
เราเห็นแก่ความสุขของตัวเองมากเกินไปรึเปล่า
เราอยากทำในสิ่งที่เราชอบ แม้ว่าจะได้เงินเพียงเล็กน้อย
เราอยากแสดงความเป็นตัวเอง อยากทำตามฝันของตัวเอง
ฟังดู ก็มีแต่ตัวเอง ตัวเอง ตัวเอง
แต่สุดท้ายความสุขของเราก็เป็นความสุขของพ่อแม่นี่นา
มีคนเคยตั้งคำถามว่า เคยทำอะไรให้พ่อแม่มีความสุขรึเปล่า
เอาเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่มีความสุขของเค้าจริง ๆ ไม่ได้กี่ยวกับตัวเรา
จะว่าไป ก็ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นรุปธรรมจริง ๆซักที
ความฝันหนึ่งคืออยากเก็บเงินพาพอกะแม่ไปเที่ยวเมืองนอก แบบพร้อมหน้าพร้อมตา
ความฝันมันต้องใช้เงิน
แล้วทำไมการทำตามความฝันเพื่อคนที่เรารัก จะลดทอนความสุขของตัวเองลงบ้างไม่ได้ล่ะ
ทำงานที่ชอบน้อยหน่อย แต่ได้เงินมากขึ้นหน่อยจะเป็นไรรึเปล่า
พ่อกะแม่ มีแต่จะแก่ลงทุกวัน
อะไรที่เราจะทำได้ควรจะรีบทำไม่ใช่เหรอ
มันต้องมีแหละน่า เส้นทางความสุขที่อยู่ตรงกลาง
เส้นทางที่ วิน วิน
เส้นทางที่ทุกคนจะมีความสุข
โลภไปรึเปล่า...
และต่อจากนี้ ก้เป็นเรื่องที่อยากจะขอบ่นเล็กน้อยรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้คนใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น เช่น การนั่งกดมือถือเล่น การฟังเอ็มพีสาม การเล่นเกมบอย ฯลฯ ซึ่งจริงแล้วไม่ได้แอนตี้นะ เราก็ชอบใช้อุปกรณ์พวกนี้เวลาต้องรออะไรนาน ๆ ก็มีอะไรทำฆ่าเวลา จะได้ไม่เบื่อ และก็เข้าใจคนที่ใช้มันเพื่อแก้เบื่อด้วย
แต่ปัญหาก็คือ มันทำให้ความคลาสสิคและสายใยที่ควรผูกคนสองคนเข้าด้วยกันมันบางลง
เช่น เวลานัดกัน คนนึงรออีกคนอยู่ก็นั่งฟังเพลงไปด้วย กดมือถือ เล่นเกม หรืออะไรก็แล้วแต่
เวลาที่อีกคนนึงมาถึง แล้วเห็นว่านัดของเรานั่งฟังเพลงเพลินอยู่ ก็ดีนะ ในกรณีที่เรามาช้า เค้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะรอได้ ไม่เบื่อ
แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรอและช่วงเวลาที่เราได้มาพบกันเท่าไหร่ มันเหมือนกับว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจรอ (แล้วจะให้ตั้งหน้าตั้งตารอรึไง....อืมมม ก็ควรเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ) เค้าไม่ได้ตั้งใจพบกับการมาถึงของอีกคน
ลองคิดดู ถ้าไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ถ้านัดกัน สายไปซักห้านาที ก็จะเริ่มกังวลแล้ว ว่าคนที่เรานัดเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมาช้า คอยมองหา กระวนกระวาย แต่พอมีเครื่องบันเทิงทุกอย่าง ก็ไม่สนใจหรอก จะมาช้าไปกี่นาที
สรุปคือ การให้ความสำคัญกับการรอคอยมันลดลงไป
ความรู้สึกที่ว่ามีอีกคนรออยู่อย่างตั้งใจ รอให้เราไปถึง
ช่วงที่เงยหน้าขึ้นมาเจอกัน แล้วยิ้มออกมา
ดูคลาสสิคกว่าเงยหน้าขึ้นหน้าแล้วถอดหูฟังออกจากหูแล้วม้วนเอ็มพีสามเข้ากระเป๋าตั้งเยอะ
มันก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อยเท่านั้นเองแหละ
แค่ชีวิตยังมีกันและกันก็พอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)